ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์


รายละเอียดแหล่งท่องเที่ยว
ณ ที่ราบอีกฟากเชิงเขาพนมรุ้ง แดดอุ่นนวลทาบไล้ลวดลายจำหลักบนหินทรายอันวิจิตรตระการตาของปราสาทเมืองต่ำ ยิ่งสร้างเสน่ห์และทำให้ปราสาทหลังนี้มากไปด้วยเรื่องราว ความงดงามของลวดลายสลักเสลาที่คงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์ที่สุด ทำให้ทุกสัดส่วนของปราสาทเมืองต่ำเป็นเสมือนบทบันทึกความรู้ของศิลปะขอมอันน่าศึกษาและใส่ใจตั้งอยู่ในบริเวณบ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทาง ทิศใต้เป็นระยะทางประมาณ 64 กิโลเมตร กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2478 และได้เข้ามาทำการบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2531 แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2539 ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธาน และปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสำนักอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ปราสาทหินเมืองต่ำเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ศิลปะขอมโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16-17 มีลักษณะเป็นกลุ่มปราสาทอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนศิลาแลงอันเดียวกัน เรียงเป็น 2 แถวตามแนวทิศเหนือใต้ แถวหน้า 3 องค์ องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์อื่น ส่วนแถวหลังมีปรางค์อิฐจำนวน 2 องค์ วางตำแหน่งให้อยู่ระหว่างช่อง ของปรางค์ 3 องค์ ในแถวแรก ทำให้สามารถมองเห็นปรางค์ทั้ง 5 องค์ พร้อมกันโดยไม่มีองค์หนึ่งมาบดบัง ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากปราสาทแห่งอื่นๆ ที่จะมีปรางค์องค์ใหญ่ตรงกลางและล้อมรอบด้วยปรางค์ขนาดเล็กกว่าทั้ง 4 มุม ปรางค์ประธาน ปัจจุบันมีสภาพให้เห็นเฉพาะฐานเท่านั้น โดยมีผนังเป็นรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมขนาด 7 x 7 เมตร โครงสร้าง โดยรวมนั้นมีลักษณะ เหมือนกับปรางค์บริวารทั้ง 4 องค์ จะต่างกันก็เพียงแต่ปรางค์ประธานมีมุขหน้า ส่วนปรางค์บริวารไม่มี ปรางค์ประธานจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และเป็นด้านที่มีประตูเข้าสู่ภายในองค์ปรางค์เพียงด้านเดียว ส่วนที่เหลืออีก 3 ด้าน คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกนั้น ทำเป็นรูปประตูหลอก จากการขุดค้นเพื่อทำการบูรณะปราสาทเมืองต่ำของกรมศิลปากร ได้ขุดพบหน้าบันและทับหลังของมุขปราสาทปรางค์ประธานทำจากหินทราย หน้าบันจำหลักเป็นรูปพระอินทร์ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ คือ นั่งชันเข่าขวาขึ้น ขาซ้ายพับ เหนือช้างเอราวัณสามเศียรในซุ้มเรือนแก้วอยู่บน หน้ากาล ลักษณะของซุ้มหน้าบันนี้ เป็นศิลปะเขมรแบบบาปวน มีอายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16 ปราสาททั้ง 5 จะล้อมรอบด้วยระเบียงคดซึ่งมีทับหลังและซุ้มประตูแกะสลักด้วยหินทรายอย่างงดงาม มีสระน้ำ หรือบาราย กรุด้วยศิลาแลง ทั้ง 4 ทิศ มุมสระมีพญานาคหินทราย 5 เศียร ทอดตัวยาวรอบขอบสระน้ำ ชั้นนอกปราสาทมีกำแพงศิลาแลงอีกชั้น

อุทยานกล้วยไม้ป่าช้างกระ

รายละเอียดแหล่งท่องเที่ยว
เมื่อลมหนาวมาเยือนถิ่นอีสาน ผู้มาเยือนยังวัดป่ามัญจาคีรีวนารามจะได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่งกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เป็นกลิ่นของ 'ช้างกระ' กล้วยไม้ป่าดอกเล็กๆ สีขาว มีจุดม่วงอมชมพูแซมประปราย บานรวมกันเป็นช่อ ห้อยระย้าลงมาเป็นพวงสวยงาม ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจทุกยามเมื่ออากาศเย็น แทบไม่น่าเชื่อว่าสถานที่นี้มิได้ห่างไกลจากความเป็นเมืองเลยวัดป่ามัญจาคีรี อยู่ห่างจากตัวอำเภอมัญจาคีรีประมาณ 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ 15 ไร่ เป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสม มีความชื้นตลอดปี และอยู่ใกล้กับบึงกุดเค้า แหล่งน้ำที่สำคัญของท้องถิ่น จึงพบกล้วยไม้ช้างกระที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จำนวนกว่า 4,000 ต้น เกาะตามกิ่งและลำต้นของต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุยาวนานนับร้อยปี เช่น ต้นมะขาม กว่า 280 ต้น ช้างกระ มีคุณลักษณะลำต้นตั้งตรง มีรากใหญ่และยาว ขนาดใบค่อนข้างใหญ่และหนา ซ้อนกันสลับซ้ายขวา ช่อดอกเอนโค้งเล็กน้อย ต้นที่สมบูรณ์จะมี พวงดอกยาวเกือบ 1 ฟุต ดอกจะเรียงกันแน่น ขนาดประมาณ 2 - 2.5 ซ.ม. มีกลีบดอกสีขาวแต้มสีม่วงอมชมพู จะบานได้ทนเป็นสัปดาห์ มีกลิ่นหอมฟุ้ง จะเริ่มออกช่อตั้งแต่เดือนธันวาคม และบานเต็มที่ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

ฟอสซิลไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว



รายละเอียดแหล่งท่องเที่ยว
ในยุคดึกดำบรรพ์ภาคอีสานเคยเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ดึกดำบรรพ์ มีการค้นพบฟอสซิลของสัตว์โลกยุคโบราณ ซึ่งหลายชนิดเป็นพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งพบเจอเป็นครั้งแรกของโลก โดยเฉพาะภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae) ไดโนเสาร์กินพืชตระกูลซอโรพอดส์ ซึ่งพบหลายซากในเขตจังหวัดขอนแก่นและกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะบริเวณภูกุ้มข้าว ในวัดสักกะวัน อำเภอสหัสขันธ์ ขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชนิดนี้ถึง 8 ซากภายในหลุมเดียวกันเมื่อปี พ.ศ. 2537 นับเป็นหลุมขุดค้นที่มีซากไดโนเสาร์รวมกันมากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ในเขตพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการค้นพบซากรอยเท้าไดโนเสาร์เป็นจำนวนกว่า 20 แห่ง และที่พบซากไดโนเสาร์มี 3 คือ ภูกุ้มข้าว ภูปอ และภูผางัว การค้นพบซากไดโนเสาร์ที่ภูกุ้มข้าวเป็นการพบโดยบังเอิญ เจ้าอาวาสวัดสักกะวันพบชิ้นส่วนของไดโนเสาร์ แต่เข้าใจว่าเป็นแท่งไม้ที่กลายเป็นหิน จึงไม่ได้ใส่ใจอะไร จนกระทั้งเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณีและนักวิชาการขอนำไปศึกษา ความจึงปรากฎว่าเป็นกระดูกสัตว์ดึกดำบรรพ์ และมีการขุดพบซากไดโนเสาร์ชนิดกินพืช จำนวนมากกว่า 600 ชิ้น ในปี พ.ศ. 2537 สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ 130 ล้านปี
ภูกุ้มข้าวอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นภูเขาเดี่ยวในพื้นที่ ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้เป็นอย่างดี นับจากปี พ.ศ. 2537 ได้มีการพัฒนาพื้นที่ภูกุ้มข้าวเรื่อยมา ได้แก่การสร้างอาคารคลุมหลุมขุด อาคารปฏิบัติการ อุทยานสัตว์โลกล้านปีภูกุ้มข้าว พิพิธภัณฑ์ การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค ถนนและลานจอดรถ รวมถึงการปลูกป่าฟื้นฟูระบบนิเวศ ปัจจุบันยังคงมีการดำเนินการขุดค้นและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง

ถ้ำแก้วโกมล อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน



รายละเอียดแหล่งท่องเที่ยว
ความสวยงามของถ้ำแก้วโกมล หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าถ้ำน้ำแข็ง ถูกค้นพบโดยบังเอิญ ในปี พ.ศ. 2536 ขณะที่วิศวกรสำรวจเหมืองแร่ของสำนักงานทรัพยากรธรณีแม่ฮ่องสอน ขุดเจาะอุโมงค์เข้าไปตามสายแร่ ลักษณะถ้ำมีผนังแวววาว ถูกเคลือบฉาบด้วยผลึกแร่แคลไซด์สีขาวใส รูปทรงต่าง ๆ มองดูเหมือนเกล็ดน้ำแข็งเกาะคลุมไปทั่ว ลักษณะถ้ำเช่นนี้พบเห็นได้เพียง 3 แห่งในโลก คือประเทศออสเตรเลีย ประเทศจีน และประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น
วนอุทยานแก้วโกมล อยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งซ้าย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีเนื้อที่ประมาณ 51 ไร่ ในวนอุทยานจะพบถ้ำผลึกแคลไซต์บนไหล่เขาที่ความสูง 500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ปากถ้ำเป็นปากอุโมงค์เหมืองเดิม มีการตรวจพบน้ำพุร้อนในลำห้วยแม่ฮุ ห่างจากปากถ้ำประมาณ 800 เมตร แต่ถูกน้ำท่วมหลังการสร้างฝาย ลักษณะพื้นที่ป่าเป็นป่าเบญจพรรณและป่าสนเขา ซึ่งไม่พบว่ามีสัตว์ป่าอาศัยอยู่

น้ำพุร้อนโป่งเดือด อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่


รายละเอียดแหล่งท่องเที่ยว
โป่งเดือดอยู่ในเขตบ้านแม่แสะ อำเภอแม่แตง เป็นน้ำพุร้อนประเภทที่ทางธรณีวิทยาเรียกว่า 'กีเซอร์' (Geyser) หรือน้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นสูงจากพื้นดินเป็นช่วงๆ ตามแรงดันใต้ผิวดิน ซึ่งมีปริมาณมากกว่าบ่อน้ำร้อน (Hot pool) ซึ่งเป็นเพียงน้ำผุดขึ้นมาเท่านั้น โป่งเดือดมีบ่อขนาดใหญ่ 3 บ่อและบ่อใหญ่สุดจะมีน้ำพุพุ่งสูงขึ้นมาประมาณ 2 เมตร ทุก 30 วินาที มีความร้อนประมาณ 99 องศาเซลเซียส ใกล้บ่อใหญ่มีห้องอาบน้ำซึ่งนำน้ำร้อนจากโป่งเดือดผ่านท่อเข้ามา โดยน้ำพุร้อนมีคุณสมบัติบำรุงรักษาผิวพรรณได้ดี โป่งเดือดนี้เป็นน้ำพุร้อนประเภทกีเซอร์ซึ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทยน้ำพุร้อนจะพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินตลอดเวลา มีกลิ่นของกำมะถันอ่อนๆ เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติโป่งเดือด ซึ่งมีระยะทางไกลประมาณ 1,550 เมตร ความลาดชันปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง มีจุดศึกษาธรรมชาติ 11 จุด มีบริการอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพ มีบริการศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง หมู่ที่ 5 ต. กึ๊ดช้าง อ. แม่แตง จ. เชียงใหม่ 50300 มีเนื้อที่ครอบคลุมหลายอำเภอ ป่าไม้มีสภาพสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำของลำห้วยมากมาย ทิวทัศน์สวยงามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบริเวณห้วยน้ำดัง ที่มีจุดชมวิวชมทะเลหมอกที่ขึ้นชื่อ ภูเขาที่ซับซ้อน สูงจากระดับน้ำทะเล 400 - 1,962 เมตร ภูเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยช้าง พื้นที่ป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก มีช่วงฤดูร้อนอุณหภูมิถึง 36 องศาเซสเซียส ฤดูหนาว อุณหภูมิประมาณ 14 องศาเซลเซียส และมีปริมาณฝนมากในฤดูฝนการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานฯ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกชื่นชมกับบรรยากาศด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเดินป่า ขี่ช้าง ขี่จักรยาน ล่องแพ ดูตก เล่นน้ำตก อาบน้ำแร่ ทั้งนี้ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้โดยตรง ในอุทยานฯ มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เปิดทุกวันเวลา 8.00 - 16.30 น. มีร้านอาหาร/ร้านขายเครื่องดื่มบริการนักท่องเที่ยวด้วย และมีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว

น้ำตกคลองลาน อุทยานแห่งชาติคลองลาน อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร



รายละเอียดแหล่งท่องเที่ยว
จากป่าดิบบนยอดเขาขุนคลองลาน ซึ่งสูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติคลองลาน รวมกันเป็นสายธารถาโถมจากผาสูงเป็นน้ำตกคลองลาน จุดท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวเมืองกำแพงเพชร เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในผืนป่าแห่งนี้ และมีความงดงามติดอันดับต้นๆ ของน้ำตกทั้งหลายในเมืองไทย น้ำตกคลองลาน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติคลองลาน ประมาณ 800 เมตร เหนือหน้าผาน้ำตกเป็นที่ราบกว้าง ในช่วงฤดูฝน สายน้ำจะไหลผ่านลำห้วยต่างๆ ลงสู่แอ่งกลางหุบเขา เกิดเป็นวังน้ำลึกและลำน้ำยาวกว่า 3 กิโลเมตร ก่อนจะไหลผ่านหน้าผาสูง 100 เมตร กว้าง 40 เมตร เป็น น้ำตกคลองลาน ที่มีความงดงาม และสามารถเล่นน้ำได้ที่แอ่งด้านล่างน้ำตก

ไข่มุข กระบี่ หมู่เกาะพีพี


หาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลสีมรกตสดใสถูกโอบกอดไว้ด้วยขุนเขาและหน้าผาที่สูงชันพร้อมกับความสดชื่นของพรรณไม้นานาชนิดที่สะท้อนเป็นอัญมณีมรกตกลางท้องทะเลสีฟ้าคราม ความสวยงามที่ไม่มีวันหยุดนิ่งเป็นมนต์เสน่ห์น่าหลงใหล ในความฝันที่เป็นจริงของหมู่เกาะพีพี ที่ประกอบด้วย เกาะพีพีดอน พีพีเล เกาะบิดะนอก เกาะบิดะใน เกาะไผ่ และเกาะยุง ความงดงามของอ่าวมาหยาที่มีชื่อเสียงโดงดังไปทั่วโลก อ่าวนาง และอ่าวไร่เลย์ นักปีนผามืออาชีพต่างลงความเห็นว่าเป็นบริเวณที่ปีนหน้าผาได้ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกจุดหนึ่ง ถ้ำไวกิ้งมีภาพเขียนสียุคโบราณกว่า 70 ภาพให้ได้ชื่นชม สันทรายขาวสะอาดของทะเลแหวกที่มีความสวยงามในความมหัศจรรย์ รวมถึงหอยที่ทับถมกันจมเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติเพียง 3 แห่งของโลก ท้องฟ้าที่สดใส หาดทรายขาวน้ำทะเลสีครามเป็นเกาะสวรรค์ที่มีมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหลในความสวยงาม

การเดินทาง
จากท่าเจ้าฟ้าในเมืองกระบี่ มีเรือโดยสารขนาดใหญ่เดินทางไปเกาะพีพีทุกวัน

เกาะสวรรค์ ที่ เกาะช้าง - เกาะกูด

" เกาะช้าง " คือเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของฝั่ง ทะเล อ่าวไทย ถูกล้อมรอบด้วยเกาะน้อยใหญ่อีกกว่า 47 เกาะ มีความงดงามทางธรรมชาติอย่างมาก เกาะช้าง ปกคลุมไปด้วยป่าดงดิบที่เอื้อต่อการให้เกิดธารน้ำและน้ำตก ภูเขาที่สลับซับซ้อน เกาะช้าง จึงเหมาะจะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติพรรณไม้และพรรณสัตว์ เช่น การดูนก ดูผีเสื้อ บนเกาะที่หาดูได้ยาก อีกทั้งมีน้ำทะเลใสราวกระจก หาดทรายขาวบริสุทธิ์เหมาะจะลงเล่นน้ำ พายเรือคายัค หรือนั่งเรือออกไปดำน้ำดูฝูงปลาและปะการังหลายสีสัน จาก เกาะหวาย เกาะกระ เกาะรัง เกาะเหลายา และ เกาะมันนอก ส่วน เกาะกูด ที่อยู่ทางใต้ของ เกาะช้าง มีความอุดมสมบรูณ์ไปด้วยป่าดงดิบ และลำคลองลัดเลาะ ไปตามทางสู่ป่าชายเลนร่มครึ้ม มีน้ำทะเลที่ใสมองเห็นฝูงปลาและ ปะการัง
ฤดูที่นักเดินทางควรจะท่องเที่ยว เกาะช้าง เกาะกูด คือช่วงเดือนเมษายน - ตุลาคม
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ไปตามทางสุขุมวิทมุ่งสู่จังหวัดตราดระยะทาง 315 กิโลเมตร จากตราดเดินทางไปยังท่าเรือ แหลมงอบ อีก 17 กิโลเมตร มีเรือไป เกาะช้าง วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาประมาณ 40 นาที หรือจะนั่ง เรือเฟอร์รี่ ที่ท่าเรือธรรมชาติก็ได้ บน เกาะช้าง จะมีรถสองแถวเช่าต่อไปยังหาดต่างๆ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

ชัยภูมิ... ไม่ได้มีแค่ “ดอกกระเจียว”

“ไปชัยภูมิ ต้องไปดูดอกกระเจียวสิ” ใครๆ มักพูดอย่างนี้เสมอ ดอกกระเจียวจึงเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนนึกถึงเมื่อ“ไปชัยภูมิ ต้องไปดูดอกกระเจียวสิ” ใครๆ มักพูดอย่างนี้เสมอ ดอกกระเจียวจึงเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนนึกถึงเมื่อพูดถึงเมืองนี้ แต่ก่อนจะพูดถึงเรื่องดอกกระเจียว(ซึ่งป่านนี้คงโรยไปหมดแล้ว) เราไปเที่ยวกันก่อนดีกว่า บ้านกุดโง้ง ... ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อดีตของปัจจุบัน บ้านกุดโง้ง ชุมชนเล็กๆ ที่ภูมิประเทศมีลักษณะคล้ายเกาะ เพราะถูกลำน้ำปะทาวรายล้อมบริเวณไว้ พื้นที่ราบส่วนใหญ่ใช้ทำนาเพาะปลูก ลักษณะคล้ายชุมชนในสมัยทวารวดี ซึ่งมักจะมีคูน้ำหรือใช้คูน้ำเป็นคันคูล้อมเมือง มีการพบหลักฐานทางโบราณคดีคือ “ใบเสมาหินทราย” ศิลปะทวารวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-15 กระจายอยู่ทั่วบริเวณรอบหมู่บ้าน แต่เดิมใบเสมาเหล่านี้จะจมอยู่ในดินทั้งชิ้น หรือโผล่เฉพาะส่วนยอดพ้นดินขึ้นมาให้เห็น บางส่วนได้ขุดขึ้นมาเก็บรักษาไว้ บางส่วนก็ยังจมอยู่ในที่ดินและผืนนาของชาวบ้านในชุมชม “เห็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว” พี่สาวชาวนาคนหนึ่งบอก ระหว่างที่พวกเรากำลังให้ความสนใจกับใบเสมา ซึ่งอยู่ภายในผืนนาที่เธอกำลังตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ “ข้างหลังนี่ก็มีนะ” เธอชี้ให้ดูหินที่โผล่พ้นดินด้านหลังพวกเรา ห่างไม่ถึง 2 ฟุต ซึ่งหากไม่สังเกตุให้ดีก็อาจคิดว่าเป็นเพียงหินทรายก้อนหนึ่ง แต่มันคือส่วนบนสุดของใบเสมาที่จมอยู่ในดินนั่นเอง

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทองและอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย
สภาพป่าเป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำหลายสาย และเป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำปิงที่ให้พลังงานไฟฟ้าที่เขื่อนภูมิพล มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกต่างๆ โดยเฉพาะน้ำตกแม่ยะ ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของประเทศ
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีเนื้อที่ประมาณ 482 ตารางกิโลเมตร หรือ 301,500 ไร่

อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยปุย


อุทยาน แห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยปุย มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอแม่ริม อำเภอหางดง และอำเภอเมือง เชียงใหม่ ประกอบด้วยป่าที่อุดมสมบูรณ์ ภูเขาที่สูงสลับซับซ้อน ที่สำคัญได้แก่เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธาร ทั้งมีสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญทางศาสนา และทางประวัติศาสตร์อยู่ 2 แห่ง คือ วัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร และพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยปุย มีเนื้อที่ประมาณ 262.5 ตารางกิโลเมตร หรือ 163,162.50 ไร่
การเดินทาง :
ที่ทำการอุทยานฯ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 5 กิโลเมตร เดินทางโดยรถยนต์ไปตามถนนห้วยแก้ว-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่-สวนสัตว์เชียงใหม่ ถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร จากนั้นเดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยถึงทางแยกด้านขวามือ มีป้ายบอกทางเข้าที่ทำการอุทยานฯ